ในอดีตนั้นนวนิยายกำลังภายในถูกมองว่าเป็นบทประพันธ์ที่ไร้สาระไม่เป็นวรรณกรรม เนื้อหาสาระหรือการดำเนินเรื่องราวมักจะออกมาในแนวเดียวกันหมด ดังที่ โก้วเล้ง เคยกล่าวถึงไว้ว่า
" ...ในสายตาของผู้คนจำนวนมาก นิยายกำลังภายในมิเพียงไม่ใช่วรรณกรรม กระทั่งยังไม่อาจนับเป็นนิยาย เฉกเช่นกับไส้เดือน แม้เคลื่อนไหว แต่น้อยคนนักที่เห็นเป็นสัตว์เลื้อยคลาน สำหรับกับผู้เขียนนิยายกำลังภายใน นับเป็นเรื่องน่าเศร้าเสียใจประการหนึ่ง อย่างแท้จริง ข้อคิดเห็นเยี่ยงนี้ แม้สืบเนื่อง จากผู้อ่านบางท่านมีอคติส่วนตัว แต่ผู้เขียนเองก็มิอาจผลักไสความรับผิดชอบได้... นิยายกำลังภายในบางครั้งเขียนจนประโคมเกินเลยไป ละเลงโชกเลือดไป แทบลืมเลือนว่า นิยายทุกเรื่องไม่บังควรขาดแคลนอารมณ์ มนุษย์ปุถุชนมิเพียงมีอารมณ์เดือดดาล อาฆาตแค้น เจ็บช้ำรันทด หวาดหวั่นพรั่นพรึ่ง ยังมีความรักและน้ำมิตร ความเสียสละและคุณธรรม อารมณ์ขัน และความเห็นอกเห็นใจ ผู้เขียนไฉนเน้นย้ำแต่ด้านที่ชั่วร้าย ?..."
จนกระทั่ง นิยายกำลังภายในจากฝีมือการประพันธ์ ของ กิมย้ง และ โก้วเล้ง ออกมา ทำให้นิยายกำลังภายในถูกมองในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะบทประพันธ์ของทั้งสองท่าน มีหลายเรื่องที่แหวกแนวออกไปจากนิยายกำลังภายในที่เคยมีกันมา โก้วเล้ง ให้คำวิจารณ์เกี่ยวกับนิยายกำลังภายใน ของกิมย้งไว้อย่างน่าฟังว่า
" ...นิยายกำลังภายในของกิมย้ง มีเค้าโครงละเอียดลึกซึ้ง สำนวนความเรียงรวบกระชับ จากสำนวนเรื่อง ความรักในหอแดง หล่อหลอมเข้ากับวรรณกรรมตะวันตก กลับกลายเป็นลีลาใหม่ อีกแบบหนึ่ง หากในมือข้าพเจ้ามีนิยายของกิมย้งอยู่สิบแปดเล่ม อ่านเพียงสิบเจ็ดเล่ม ข้าพเจ้าต้องนอนไม่หลับอย่างแน่นอน..."
การแต่งนิยายของทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด บทประพันธ์ของ โก้วเล้ง มักจะได้รับอิทธิพลมาจากวรรณกรรมต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ดาวตก ผีเสื้อ กระบี่ ได้รับอิทธิพลจากเรื่อง เดอะ ก็อดฟาเธอร์ ของ มาริโอ ฟูโซ หรือ เช่น เรื่อง นักสู้ผู้พิชิต ที่ได้ดัดแปลงจากเรื่อง ดิ โอลแมน แอน เดอะ ซี บทประพันธ์ของ เออร์เนส เฮมิ่งเวย์ เป็นต้น ตัวละครจึงมักมีหลายลักษณะที่แตกต่างกันออกไปมีความเป็นมนุษย์มากกว่า มีทั้งความดี และ ความชั่วอยู่ในตัวคนเดียว เนื้อเรื่องค่อนข้างกระชับและมีการดำเนินเรื่องที่รวดเร็วฉับไว ตัดต่อเป็นตอนสั้น ๆ คล้ายบทภาพยนตร์สมัยใหม่ ดังนั้นเป็นที่ยอมรับของนักอ่านรุ่นใหม่
บทประพันธ์ของโก้วเล้งจึงมีออกมาอย่างมากมาย หลายเรื่องล้วนประสบความสำเร็จอย่างสูง อยู่ในความทรงจำขอบรรดาคอนิยายกำลังภายในทั้งหลาย อาทิ เช่น ฤทธิ์มีดสั้น , ลูกปลาน้อย เซียวฮื้อยี้ , ชอลิ้วเฮียง , เล็กเซี่ยวหงส์ , ดาวตก ผีเสื้อ กระบี่ เป็นต้น
ส่วนกิมย้ง นั้นมีผลงานออกมาเพียง 15 เรื่อง เท่านั้น เนื้อหาของเรื่องราวมักจะสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าภายในจิตใจของมนุษย์ สะท้อนอารมณ์ของมนุษย์ในหลายรูปแบบโดยมีการนำเอาเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์มาเป็นโครงเรื่องหลักซึ่ง กิมย้ง สามารถผสมผสานกันได้เป็นอย่างดี ถึงขั้นมีคำกล่าวว่า นิยายกำลังภายในของกิมย้ง ที่เอาเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เป็นฉากหลัง อุปมาดั่ง นมผสมน้ำหารอยต่อที่ชัดเจนไม่ได้
นิยายกำลังภายในของกิมย้งมีการสะท้อนสอนใจคนอ่าน ซึ่งมีการแทรกอยู่ทุกเรื่อง ทำให้นิยายกำลังภายในมีอะไรมากกว่าจะเป็นนิยายอ่านฆ่าเวลาไร้สาระเหมือนในสมัยก่อน
บทประพันธ์ของกิมย้ง หลายเรื่องจึงได้รับความยกย่องให้เป็นวรรณกกรมดีเด่นอาทิ กระบี่เย้ยยุทธจักร , มังกรหยกทั้งสามภาค , ตำนานอักษรกระบี่ , แปดเทพอสูรมังกรฟ้า , มังกรทลายฟ้า , เพ็กฮ้วยเกี่ยม และ อุ้ยเสี่ยวป้อ ล้วนอยู่ในใจของหลายคนตราบทุกวันนี้
นิยายต่าง ๆ เหล่านี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์อยู่บ่อยครั้ง แต่นิยายของ กิมย้ง มีความยาวและมีตัวละครมากกว่าของ โก้วเล้ง ฉะนั้นเมื่อถูกถ่ายทอดลงสู่แผ่นฟิล์ม เรื่องของ โก้วเล้ง จึงทำได้ง่ายกว่า ในขณะที่ของ กิมย้ง ต้องตัดรายละเอียดทิ้งไป หรือ แบ่งออกเป็นหลายภาคจบ
เช่นเดียวกันกับเมื่อนำเอานิยายกำลังภายในของ ทั้งกิมย้ง และ โก้วเล้ง มาสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ เรื่องของ โก้วเล้ง จึงมักจะมีการเสริมตัวละครเข้าไปมากกว่าของ กิมย้ง
โก้วเล้งได้กล่าวถึงการนำเอา นิยายมาสร้างเป็นภาพยนตร์ไว้ ในคำนำหนังสือ นิยายเรื่อง เซียวจับอิดนึ้ง ของตนเองไว้ว่า "... การเขียนบทละครกับการเขียวนวนิยาย โดยหลักการขั้นพื้นฐานเหมือนกัน แต่เทคนิคต่างกัน นวนิยายสามารถใช้ตัวหนังสือ เป็นสื่อแสดงความคิด สื่อของบทละครเพียงจำกัดที่ถ้อยคำ ท่าทาง และฉากตอน ถูกควบคุมจำกัดเป็นอันมาก บทละครที่มีบรรทัดฐาน สมควรมีคุณค่าน่าอ่านพอสมควร ดังนั้นบทละครของยอร์จ เบอร์นาร์ดชอว์ อิปเซ็น และ วิลเลียม เช็กสเปียร์ เหล่านักเขียนบทละครนามอุโฆษ ไม่เพียงแต่เป็นบทละครลือลั่น ทั้งยังเป็น งานประพันธ์บันลือโลกด้วย ... ข้อน่าเบื่อหน่ายของการเขียนนิยายกำลังภายใน คือ พร่ำพิไรเกินไป มีข้อปลีกย่อยมากเกินไป ตัวละครสับสนเกินไป เนื้อเรื่องก็แตกแขนง มากเกินไป ในสภาพการณ์เช่นนี้ คิดดัดแปลงนิยายกำลังภายในเป็นบทภาพยนตร์ จึงกลายเป็นเรื่องราวที่ลำบากกินแรงประการหนึ่ง ..."
นิยายกำลังภายในเหล่านี้ ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์หลายต่อหลายครั้ง ในยุคที่หนังกำลังภายในกำลังเฟื่องฟู จนหนังกำลังภายในเสื่อมความนิยมลงพร้อม ๆ กับการยุติการสร้างภาพยนตร์ของ บริษัทชอว์บราเดอร์ หนังกำลังภายในจึงมีการผลิตแต่ทางโทรทัศน์และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่ฮือฮาเหมือนในสมัยก่อน ๆ
เมื่อกล่าวถึงการสร้างภาพยนตร์จีนกำลังภายในหากไม่ กล่าวถึง ชอว์บราเดอร์ก็ดูกระไรอยู่ สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับ ชอว์บราเดอร์นั้น คุณวิจิตร บุญชู ได้เขียนบทความ ย้อนตำนานหนัง ชอว์บราเดอร์ ลงใน หนังสือเนชั่นสุดสัปดาห์ ซึ่งขอยกมาให้ท่านอ่าน เพื่อได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์ของชอว์บราเดอร์
"...คนที่มีวัยสี่สิบปีขึ้นไปแล้ว เมื่อตอนที่ยังอยู่ในวัยเด็ก คงจะเคยดูหนังคาวบอย ที่พระเอกหน้าตาสกปรก เครารกรุงรัง ยิงกันสนั่นหวั่นไหว และที่สำคัญพระเอกแม่นปืนเป็นบ้า ทำให้เราอยากขี่ม้าทะยานไปในเมืองหาเรื่องชกต่อย แต่ไม่นานนักยุทธจักรหนังกำลังภายในก้าวเข้ามาแทน และเป็นครั้งแรกที่วงจรหนังฮอลลีวู้ดต้องอับเฉา อย่างไม่น่าเป็นไปได้
ผู้ที่ทำให้หนังฝรั่งตกอับเป็นระยะเวลาสามสิบปีในย่านเอเชียคือ ชอว์บราเดอร์ (SHAW BROTHERS)
พี่น้องตระกูลชอว์ อันมี เซอร์รัน รัน ชอว์ และรันมี่ชอว์ ( Ser. Run Run Shaw, Runny Shaw) ที่เริ่มเข้ามาสู่ธุรกิจภาพยนตร์ในปี 1924 มีโรงถ่ายหนังทั้งในสิงคโปร์และที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนปกครองประเทศ พวกเขาก็อพยพทีมงานจำนวนหนึ่งเข้ามายังฮ่องกง เปลี่ยนพื้นที่รกร้างว่างเปล่า เป็นโรงถ่ายขนาดมหึมา มีการดำเนินธุรกิจแบบอุตสาหกรรมเต็มตัว สร้างหนังในรูปแบบที่มีกลิ่นอายอุปรากรจีน ตามความนิยมแห่งยุคสมัย ก่อนที่จะให้กำเนิดหนังแฟนตาซี อภินิหารเทพนิยายจีน แล้วแปลงรูปแบบเป็นหนัง กำลังภายในเรื่องแรก คือ อินทรีกายสิทธิ์ Temple of the red Lotus ได้รับความนิยมในความแปลกใหม่จนกระทั่งกลายเป็นหนังอีกแนวหนึ่งที่ก้าวล้ำนำหน้าตลาด
หนังกำลังภายในของชอว์บราเดอร์ โด่งดังถึงขีดสุดยุคแรกคือ การได้ผู้กำกับนักปั้นดารา อย่าง จาง เชอะ (Chang Chech) สร้าง หวังหยู่ (Jimmy Wang yu) ขึ้นมาในโลกภาพยนตร์กำลังภายในได้อย่างเหมาะเจาะ เขาโด่งดังจากหนังแนวแอ็คชั่นกำลังภายในเรื่องเดชไอ้ด้วน (One- Armed SwordMan) เมื่อปี 1967 ทำให้หนังแนวดารากำลังภายในผู้พิการ เป็นที่นิยมไปทั่ว และจากนั้นเป็นต้นมา ชอว์ก็ปั้นดาราจำนวนมากมาย เพื่อสร้างหนังแนวทางหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ดราม่า คอมาดี้ หนังสยองขวัญ ตลอดจนหนังระดับเรต R ที่ฮือฮากันมาก แต่ตราโลโก้ของชอว์นั้นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นที่ยอมรับกันมากที่สุด คือหนังกำลังภายใน
กำกับต้นตำรับอย่าง ฉีเจิ้งหง (Hsu Cheng Hung) จางเชอะ (Chang Chech) หูจินฉวน (King hu) ต่างมีผลงานที่สร้างชื่อและมีแนวทางเป็นของตัวเองมากมายด้วยกันในแนวกำลังภายใน หนังยุคหลังสุดก่อนที่ชอว์จะอำลาเวทีหนังกำลังภายในจอเงิน ออกไปสู่วงการโทรทัศน์คือ การนำเอาผลงานนวนิยายกำลังภายในของโก้วเล้ง (Ku Lung) มาสร้างติดต่อกันหลายเรื่อง โดยมีผู้กำกับ ฉู่เอี๋ยน (Chu Yuan) ที่มีอารมณ์ศิลปินละเอียดอ่อน ถ่ายทอดจินตนาการของผู้ประพันธ์ได้ดีที่สุด
และเมื่อชอว์บราเดอร์เปลี่ยนแนวทางธุรกิจของตน โรงถ่ายหนังก็ถึงคราว รกร้างว่างเปล่า ดาราจำนวนหนึ่งไปร่วมงานกับบริษัท โกลเดน ฮาร์เวสต์ (Golden Harvest) อดีตฝ่ายการเงินลูกหม้อเก่าชองชอว์นั่นเอง และตำนานของชอว์บราเดอร์ที่ดังคับฟ้าเอเชียก็ล่มสลาย ความทรงจำเก่าๆ เลือนหายไปในที่สุด
นานกว่ายี่สิบปีที่กลบฝังอดีตรุ่งโรจน์ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ หรือถ้านับถึงวันนี้ ชอว์บราเดอร์มีอายุมานานกว่า 77 ปีแล้วในโลกเซลลูลอยด์ นานวันเข้า ปรากฏว่าแทบไม่มีคนรุ่นใหม่รู้จักชอว์บราเดอร์ แม้ว่าบรรดาแฟนพันธุ์แท้จะเรียกร้องหาหนังชอว์ในรูปวิดีโอมาตลอด ก็ไม่ประสพผลสำเร็จ
มีผู้พยายามขอซื้อสิทธิหนังชอว์บราเดอร์กันหลายราย แต่ข้อตกลงทางพันธสัญญาลิขสิทธิ์ ไม่บรรลุเป้าหมาย จนกระทั่งเมื่อตอนปลายปี 2002 ที่บริษัท Celestial Pictures Pressent ตัดสินใจเจรจาขอซื้อหนังชอว์จำนวนถึง 760 เรื่องจากหนังจำนวนกว่า 1,500 เรื่องที่เคยโด่งดังในอดีต และเป็นการนำเอาฟิล์มเนกาตีฟเก่าแก่ที่เริ่มผุพังไปตามกาลเวลามาทำดิจิทัลรีมาสเตอร์ใหม่ทั้งหมด
กรรมวิธีคือ นำภาพที่ได้จากฟิล์มสีซีดจาง และรอยขีดข่วนมากมายมหาศาล มาตกแต่งที่ละเฟรมภาพ ลบรอยเปื้อน เติมสีให้ถูกต้องที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องขอบคุณกระบวนการเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ การปรับภาพจากฟิล์มก่อนทรานสเฟอร์ออกมาใช้งานบันทึกลงในแผ่นดีวีดี หรือวิดีโอซีดี เป็นไปได้อย่างน่าอัศจรรย์
คนในรุ่นเก่าที่เคยมองหาหนังชอว์บราเดอร์ในรูปดีวีดี ก็คงจะสมใจแล้วในวันนี้ เพราะมีการจัดจำหน่ายหนังในอดีตที่โด่งดังทั่วเอเชียนั้น เดือนละประมาณ 20 เรื่อง สลับกันระหว่างหนังยุคแรก หนังยุคกลางที่รุ่งเรืองสุดขีด และหนังดังๆ ในช่วงยุคปลายของตำนานชอว์ฯ
หนังดีวีดีที่จำหน่ายในเมืองไทยขณะนี้มีวางตลาดหลายเรื่องแล้ว ในจำนวนหนังเหล่านั้นหนังเด่นที่สุดคือ 'หงส์ทองคะนองศึก' (Come Drink with Me) ที่หูจินฉวน (King Hu) กำกับ และส่งชื่อของเจิงเพ่ย เพ่ย (Cheng Pei Pei) ขึ้นประดับเป็นดาวค้างฟ้าจนถึงปัจจุบัน ในฐานะราชินีนักดาบ ผู้ผสานเอาวิชาบัลเล่ต์ที่ร่ำเรียนมาเข้ากับลีลาการฟันดาบอย่างกลมกลืน หนังเรื่องหลังสุดที่เธอแสดงคือหนังออสการ์ของอังลี่ (Ang Lee) เรื่อง Chrouching Tiger Hidden Dragon ฝีมือยังคงโดดเด่นร้ายกาจเช่นเดิม
อีกเรื่องหนึ่งคือ 13 พยัคฆ์ร้ายค่ายพระกาฬ (The Heroic Ones) อันเป็นผลงานกำกับหนังที่มีโปรดักชั่นค่อนข้างใหญ่มากที่สุดเรื่องหนึ่ง มีนักแสดงที่หลายคนอาจจะพอรู้จักเป็นอย่างดี คือ เดวิดเจียง (Dvid Chaing) และตี้หลุง (Ti Lung) เป็นดารานำ
และติดตามด้วยผลงานแนวกำลังภายในลึกลับเขย่าขวัญ ของ Chu yuan เรื่อง Killer Clans ซึ่งเป็นหนังที่ถือว่ามีบทหรือโครงสร้างเรื่องที่พิสดารพันลึกมาก เนื่องจากการเขียนหนังสือในยุคนั้น โก้วเล้งได้แฝงปรัชญาเอาไว้มากมาย
บรรดาอาม่า อากง และคนรุ่นราวอายุสี่สิบปีขึ้นไป ก็คงจะตื่นเต้นกับหนังเรื่องที่ดังระเบิดในยุคอุปรากรจีนยังมีอิทธิพลกับหนังจีน อาทิ จอมใจจักรพรรดิ ม่านประเพณี ที่นำมารีมาสเตอร์ใหม่ ที่เป็นระบบ 5.1 แชนแนล มาย้อนอดีตดูในช่วงยุคนี้ทำให้นึกถึงวัยเด็กขึ้นมาทันที
บรรดาหนังโดดเด่นอีกหลายเรื่อง เมื่อนำมาบันทึกในรูปแบบดีวีดี ปรากฏว่ามีการตกแต่งทั้งภาพและเสียงให้ทันสมัยมากขึ้น ระบบเสียงสเตอริโอ หรือโมโนจากต้นฉบับ ถูกนำมาแยกแยะออกเป็นดอลบี้ดิจิทัล 5.1 แชนแนล อย่างที่เรียกว่า 'เนียน' กลมกลืนพอสมควร การใส่ปลายเสียงแหลมทำได้โดยไม่การรบกวนใดๆ จากแม่เทปต้นฉบับ หรือการจัดเอาเสียงต่ำที่มาสเตอร์ออกจะฟังดูทึบๆ ก็สดใสยิ่งขึ้น
หนังชอว์บราเดอร์ถือเป็นหนังอมตะที่น่าเก็บสะสม แม้ว่าจะผ่านกาลเวลามานาน การชุบชีวิตหนังเหล่านี้ให้กลับคืนมา ก็เพื่อที่จะจัดจำหน่ายให้กับคนสองรุ่น คือ คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยรู้จักหนังชอว์ฯ และไม่รู้ว่าการสร้างหนังของคนสมัยก่อน มีความละเอียดและสร้างได้ดีเพียงไร กับแฟนพันธุ์แท้ที่รอคอยเก็บสะสมหนังอมตะของชอว์หลายเรื่องที่ยังคงฝังอยู่ในใจ เพราะยุคหนึ่ง หนังเหล่านี้คือวัฒนธรรมบันเทิงของคนในเอเชียเลยทีเดียว
ดีวีดีที่มีวางขายในฮ่องกง พูดจีน บรรยายภาษาอังกฤษ จะแตกต่างจากฉบับที่ในตลาดเมืองไทย คือแผ่นดีวีดีโซนที่ 3 ในไทยนั้นจะมีการพากย์เสียงไทยลงไปด้วย หรือสามารถที่จะดูจากภาษาจีนและซับไตเติ้ลบรรยายภาษาไทย ก็แล้วแต่ว่าจะเลือกฟังในระบบใด
การนำหนังกำลังภายในชอว์บราเดอร์ ระดับอมตะ มาจัดทำในรูปดีวีดี คืออีกหนึ่งทางเลือกของนักดูหนัง หลังจากที่ไปหาซื้อจากแถบเยาวราชในแบบวิดีโอเทปที่ปราศจากความสดใสเฉกเช่นดีวีดี
โลกของภาพยนตร์กำลังภายใน คือจินตนาการที่ไม่มีขอบเขตสิ้นสุด
|
|
|
|
|
ฉู่เอี๋ยน
|
จางเชอะ
|
เหง่ยคัง
|